ว่างกินบ้านกินเมือง

posted on 27 Aug 2009 01:11 by separate

ครับ การว่างแบบอินฟินิตี้ก็ยังดำเนินต่อไป

ในเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาผมต้องเรียนพิเศษตอนเย็น เลิกเรียนประมาร 2ทุ่มได้ก็ได้ทำการนัดหมายผองเพื่อนออกมาดื่มเฉลิมฉลองความว่างกัน ซึ่งรวบรวมเพื่อนรวมผมแล้วได้ 3 คน นั่นคือ ผมเต๋า คี้ นอกนั้นคนอื่นเค้าก็ทำมากางาน ทำมาหากินกันไม่สามารถตอบสนองความว่างของเรา 3 คนได้

โดยจุดนัดพบนั้นเป็นร้านที่ตอนนี้เป็นร้านประจำของชาวแก๊งไปแล้ว เนื่องจากบรรยากาศดี บริการดี คนไม่เยอะ ไปมาสะดวก ราคาไม่แพงมาก แถมยังมีอะไรดีๆที่ผมไม่บอกอีก ส่วนที่ไหนก็ขอไม่บอกอีกเช่นกันเพราะกลัวคนจะตามไปกันเยอะๆ 55(แล้วกูจะพิมมาทำไมตั้งยาว)

พอไปถึงด้วยปริมาณ คน 3คนนั้นเป็นปริมาร ที่เหมาะกกับการแดกเหล้าเป็นอย่างสูง เราะสามารถแดกได้ 3คน 1กลมในความมึนเมาระดับไม่มากเกินไป(กูคิดอย่างงั้น)เพราะถ้ามากินกัน 2 คน 1กลม นั้นผมขอบายแน่นอนเพราะสภาพร่างกายไม่ฟิตพอ การดื่มของวันนั้นก็เป็นไปอย่างดีตามประสาการดื่มที่ดีทั่วไป วงสนทนาก็ออกรส ไปถึง้เรื่องการเมือง เรียนต่อ การเงิน ดนตรี ดารา แพนด้า ห่ารากอะไรก็ขุดคุ้ยมาคุยกันหมด เหล้าก็ทำหน้าที่ของมันได้ดี ก็ลดๆ ลงไปเรื่อย จนเหลือประมาณซัก 1ส่วน 5ของขวด

หลังจากนั้นกูก็ตื่นมาบนเตียงห้องตัวเอง แถมไม่อบาน้ำอีกต่างหาก ท่านไมได้อ่านเรื่องนี้ข้ามไปมันเป็นเช่นนั้นจริงครับ ความทรงจำมันมืดมัวว จนต้องมานั่งไล่ย้อนว่ากูแดกอยู่ดีๆ(สาบานได้ว่าตอนนั้นไม่ได้เมาหรืออยากจะอ๊วกใดๆแม้แต่น้อย)แล้วสติมันหายได้อย่างไร ก็ลองทบทวนดูกะเต๋า ก็ปรากฎว่าคุยกันอยู่ดีๆ ผมก็เมา เมาซะอย่างงั้นแบบไม่มีสาเหตุ ทุกคนคี้ เต๋า งง กันหมดว่าแมร่งเปนไรวะ เรื่องราวสะบักสะบอมขนาดเต๋าพามาส่งผมที่บ้าน

 

สรุปคือป่านรี้กูก็ยังงง ว่ากูเมาตอนไหนวะ คือไม่ใช่เปนคนแดกเยอะนะ แต่ถ้าจะเมาก็ช่วยรู้ตัวก่อนหน่อยรู้สึกมึนอะไรบ้าง นี่เหมือนไฟตก แล้วหายไปเลย เศร้า

 

จบแค่นี้หละ

บทสรุปการว่าง

posted on 24 Aug 2009 01:30 by separate  in life

ตั้งแต่เรียนจบมา สอบเสร็จวันสุดท้ายจำได้ว่าวันที่ 9 มีนาคม กุก็ได้มีความว่างอยู่ในระดับถึงขีดสุด มาแล้วจะถึง 6เดือนในอีกไม่กีวันนี้ ซึ่งในระยะ 6เดือนหรือจะเรียกง่ายๆว่าครึ่งปี นี่ ถ้าท้องก็เรียกว่าใกล้คลอด ถ้าเริ่มทำงานก็พ้นโปรแล้ว หรือถ้าเรียนหนังสือก็ จบไปแล้วเทอมนึง ซึ่งเวลาอันมากมายมหาศาลนี่ หากผู้ใช้ได้ใช้มันให้เกิดประโยชน์ เช่น ปฏิวัติ หาเมีย หรือทำอะไรก็ได้ก็คงจะดีไม่น้อย และเกิดประโยชน์แก่โลก มวลมนุษย์ทั้งหลาย

 กิจกรรมที่กระผมได้ทำมา ใน 6เดือนนั้น มีการไปทำงานร้านหนังสืออยุ่ประมาณเดือนนึง(ซึ่งได้อ่านหนังสือการืตูนฟรี ส่องเด็กมัธยมปลายวึ่งหน้าตาน่ารักพอสมควร) ไปขึ้นค่ายสร้างสะพานอยู่หนึ่งอาทิตย์ แล้วนอกจากนั้นก็เป็นกิจกรรมที่หาสาระไม่ได้ ในขณะเดียวกันนั้นก็เห็นเพื่อนๆนั่งทำงานกันหน้าดำคร่ำเคร่ง บางคนก็บวช บวชจนสึก ผมก็นอนๆนั่งๆดูบอล เล่นเกม อ่านหนังสือการ์ตูน นิยาย ดูซี่รี่ย์ ฟังเพลง ไปตามเรื่องตามราว

โดยที่ระหว่างวันที่ว่างๆนั้น กุก็จะรอให้เพื่อนชวนไปเฉลิมฉลอง สังสรรค์หรือทำห่าไรก็ได้(ซึ่งก็มีการชวนไปทำกันอยู่เพียงกิจกรรมเดียว) ประมาณนั้น ถ้าไม่มีคนชวนกุก็ชวนเอง ผลจากากรสังสรรคืนอกจากสติที่หายแล้วก็มีจำนวนของที่หายเป็นจำนวนมาก(ไม่ขอยกตัวอย่างเพราะอาย)

ซึ่งมาจุดนี้ก็ต้องวิเคราะห์ต่อว่าหลังจากเราเติบโตเข้ามหาลัยแล้วในหมู่เพื่อนชาย (ถ้าเป็นชายทั้งหมด) มันจะไม่สามารถชวนกันไปทำอย่างอื่นกันได้นอกจากแดกเหล้าเพราะการไปดูหนัง ซื้อของ มันก็คงจะดูกุ๊กกิ๊กเกินไป(ผู้ชาย 5คนเดินชอปปิ้งพารากอน เป็นต้น) เพราะฉะนั้นกิจกรรมที่มีทำกันก็คือ สังสรรค์และเตะบอล ซึ่งฟังดูกิจกรรมหลังนั้นจะสร้างสรรค์มากกว่า แต่อะไรที่สร้างสรรค์ก็มักไม่บังเกิดในความจริงเพราะเตะบอลต้องใช้คนเยอะ คือ15 คนเปนอย่างน้อย แต่การแดกเหล้า(ขี้เกียจพิมพ์ว่าสังสรรค์ละ)สามารถแดกคนเดียวก็ได้ถ้ามึงต้องการ แต่ก็ดูเหมือนว่าเหตุผลนี้ไม่ใช่เหตุผลหลักเท่าที่ควร เพราะการชวนไปเตะบอลมักมีผู้ไม่ว่าง หรืองอแง แต่การไปแดกเหล้ามักจะไม่งอแงกันเท่าที่ควร ยิ่งถ้าสถานที่จะไปมีแนวโน้มว่ามีอาหารตาด้วยแล้วความอยากก็จะสูงขึ้นตามไปอีก เพราะฉะนั้นเนื่องด้วยสังคมไทยไม่ได้เปิดโอกาสให้วัยรุ่นชายมีกิจกรรมอะไรร่วมกันมากนัก(ความจริงก็เปิดแต่ขอโทษสังคมไปตามภาษาชาวบ้านชนชั้นกลาง)เราก็ต้องแดกเหล้ากันต่อไป

 เมื่อพูดถึงเรื่องการแดกเหล้าและการบวชแล้ว ก็จะขอเล่าเหตุการณ์หนึ่ง(ซึ่งก็ไม่รู้จะเล่าไปทำไมหรอกแต่แค่อยากจะเล่า) มีงานบวชของเพื่อนผม(ซึ่งก็คงเป็นเพื่อนพวกคุณด้วยหละ)นั่นก็คือใหม่ ใหม่นั้นได้ตัดสินใจจะบวชเพื่ออะไรก็ไม่ทราบได้(อาจจะเพื่อนดึงมีนศาสนา) ซึ่งการบวชจัดขึ้นที่ราชบุรี แล้วก่อนบวช กุก็ไปแดกเหล้า(ขี้เกียจนึกว่าไปแดกที่ไหน) ผลคือเมาพอควรอยู่(มั้ง) คืนนั้นก็ไปนอนหอแม้ว เพราะจะได้ขึ้นรถตู้ไปราชบุรีตอนเช้า ก็ตื่นขึ้นมาตอนเช้าด้วยบรรยากาศแบบสปา คือแฮ้ง ปวดหัว แต่ต้องรีบอาบน้ำเพราะเดี่ยวไม่ทันรถทุกคนก็จัดการกิจกรรมส่วนตัวห่าเหวไรกันไป แม้วก็ได้เอื้อนเอ่ยชวนผมไปกินข้าวใต้หอ ซึ่งผมก็ว่าการกินไรก็น่าจะดีเหมือนกันเพราะมได้ปวดหัวมากแค่ชิวๆ คราวนี้ก็เลยลงไปสั่งข้าวราดแกง ประกอบก้วยพะแนงหมู และหมูสับสีแดงๆ ตอนแรก ไม่รู้ว่าอะไรเห็นสีสวยดี ก็สั่งมาพบว่าเป็นหมูสับผัดพริก รสชาดอาหารภถือได้ว่าอร่อยแต่มันเผ็ดครับพี่น้องก็แดกๆกันไป

และแล้วรถตู้ที่เช่ามาก็มาถึง ก็นั่งรถ นั่งๆนอนๆ แล้วการขับรถของรถตู้นี่ คือถ้าพี่ไม่ใช่ทาคุมิ ที่ต้องขับรถไปส่งเต้าหู้แล้วขับได้แบบเนียนๆเนี่ย พี่จะปาด ซ้ายขวาหาสวรรค์วิมานอะไรมิทราบได้ครับ รถก็ขับไปงึกงักๆ เหยยียบกันลืมตาย แต่กูกำลังจะตายแล้วเพราะจะอ๊วก เมื่อมาถึงวัด ผมก็มาพร้อมกับอาการคลื่นไส้อย่างหนัก ไม่รู้จะทำไงดีก็เลยบอกพระว่า ไม่ไหวหวะกูต้องอ๊วกแล้ว(ตอนนั้นยังไม่เปนพระ เตรียมตัวอยู่) ก็ขอให้ท่านพาผมไปอ๊วกซักหน่อย ก็ไปกันที่ห้องน้ำ ส้วมนั่นเอง พยายามลูบหลัง อ๊วกก็ยังไม่พุ่งออกมา ลูบไปลุบมาก็ออก ครับแม่เจ้า อ๊วกสีแดงของพริแกง และพะแนงไหลผ่านลำคอ แสบสัดๆไปถึงหูตาจมูก เศษอาหาร (ปากกับจมูกมันเชื่อมกันด้วยอะไรซักอย่างมั้ง) ผลคือรู้สึกเหมือนจะตายแต่ก็ได้อ๊วกไปแล้วและก็ยินดีกับพระด้วยที่ก่อนบวชก็ทำบุญกันไปก่อนเลย

 หัลังจากอ๊วกเสด ก็รู้สึกแย่เล็กน้อยว่านี่กูมาอ๊วกในงานบวชคนอื่นเขาเลยนะเนี่ย ก็ขอโทษทางวัดด้วยนะครับแต่ผมล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วแน่นอน

 พออ่านมาได้ก็คงพอเข้าใจถึงความว่างของผมแล้วสินะ ตแตอนนี้รู้สึกมันจะยาวไปแล้ว คราวหน้าจอัพอะไรที่ดูเป็นสาระกว่านี้ละกัน

 

สวัสดี

edit @ 24 Aug 2009 01:53:19 by auu

* * เศรษฐศาสตร์ * *

posted on 24 Jul 2009 16:20 by separate

เศรษฐศาสตร์อาจเป็นคำไกลตัวสำหรับหลายคน

อาจเป็นคำใกล้ตัวในชีวิตประจำวันของหลายคนเช่นกัน

 

แต่สำหรับผมเศรษฐศาสตร์เป็นคณะที่ผมจบมา เป็นคณะที่ผมรักที่สุด เป็นคณะที่ไม่เคยเสียใจเลยที่ได้เข้ามาเรียนครับ

 

ผมมีความรู้สึกว่าคณะนี้เป็นเหมือนลูกเมียน้อย เด็กที่เรียนศิลป์-คำนวณก็ล้วนตั้งเป้าหมายเป็นคณะบัญชี บริหาร รัฐศาสตร์ หรือไม่ก็นิติศาสตร์

 

ตัวผมที่เรียนสายวิทย์ก็เช่นกันเริ่มแรกเดิมทีผมไม่มีความคิดซักนิดว่าจะเข้าเรียนที่คณะนี้แต่เนื่องด้วยคะแนนมันเข้าได้และแม่สนับสนุน ผมก็เลยเลือกครับ

 

ความจริงแล้วที่สาขานี้ไม่เป็นที่นิยมอาจเป็นเพราะว่ามันไม่ใช่วิชาชีพ มันเป็น Framework แต่มันมีประโยชน์มากครับ

 

ผมเชื่อว่าเศณษฐศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่กว้างเกือบมากที่สุดแล้วมั้ง คุณสามารถดึงทุกเรื่องเข้ามาอยู่ในศาสตร์นี้ได้ทั้งหมด(ถ้ามันมีการใช้ทรัพยากรเกิดขึ้นนะ) มีเครื่องมือทรงพลังต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แรงกระตุ้นส่วนบุคคล มีทั้งความเป็นศาสตร์ และความเป็นศิลป์มาหลอมรวมกันได้อย่างลงตัว คือมีทั้งกราฟ มีตัวเลข แต่ก็ยังมีความรู้สึกมีความนึกคิดมีความเป็นมนุษย์ในตัวด้วย

 

ขอบคุณ 0.5คะแนนที่ทำให้ผมพลาดอีกคณะแล้วได้เข้าเรียน ที่คณะนี้ครับ

* * บทสนทนา ภาค 1 * *

posted on 22 Jul 2009 13:16 by separate  in story

นี่คือบทสนทนาระหว่างผู้ชาย 2 คนผ่านทางระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ในยามใกล้รุ่งของวันหนึ่ง

เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ไม่ได้ตัดทอนอะไรทั้งสิ้น เนื้อความบางส่วนมีคำหยาบเล็กน้อย หัวข้อเกี่ยวกับ แคมฟร๊อกบ้าๆบอๆ

 

เชิญแสดงความเห็นกันนะจ๊ะ จุ๊บ จุ๊บ

 

(3:10) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: ทำไรอยู่วะ
(3:10) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: เวปแคม?
(3:10) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: แคมฟร้อก?
(3:10) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ เปลี่ยนสถานะเป็น ออนไลน์
(3:11)  ' I can not  :: พ่อมึง
(3:11)  ' I can not  :: เกรียนสัด
(3:11)  ' I can not  ::  มันเล่นไงวะ กู ไม่เคยเล่นเลย
(3:11) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: แหมๆๆๆๆ
(3:11)  ' I can not  :: จริงๆครับ
(3:11)  ' I can not  :: - -
(3:11) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: เหอๆๆ
(3:12)  ' I can not  :: แล้วอีห่าที่มันมาโชว์ๆ นี่มันแบบ
(3:12)  ' I can not  :: สนอง need ด้านไหนวะ
(3:13)  ' I can not  :: นี่คือแคมฟร็อกช่ายมะ
(3:13) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: อือ
(3:13) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: ขั่นสี่ไง
(3:13)  ' I can not  :: ตังก็ไมได้
(3:13) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: ยอมรับทางสังคม
(3:13)  ' I can not  :: maslow
(3:13)  ' I can not  :: เลยนะ
(3:13)  ' I can not  :: 55
(3:13)  ' I can not  ::  แปลว่าพวกนี้มีปัญหาทา
(3:13)  ' I can not  :: ง บ้านหรอ
(3:14)  ' I can not  :: คือมันไม่มีสังคมอื่นหรอวะ ที่ดีกว่า
(3:14)  ' I can not  :: เช่น สังคมแดกเหล้า ดูดปุ๊น
(3:14) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: ไม่นะ
(3:14) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: ไม่ได้มีปันหาไร
(3:14) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: กุว่าคนแม่งทุกคนก้ออยากเปนที่สนใจอยู่แล้วแหละ
(3:15)  ' I can not  :: อือออ
(3:15)  ' I can not  :: ก็จริง
(3:15)  ' I can not  :: แล้วไงต่อ
(3:15)  ' I can not  :: ก็เลยต้องมาโชวื
(3:16) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ เปลี่ยนสถานะเป็น ไม่ว่าง
(3:16) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ เปลี่ยนสถานะเป็น ออนไลน์
(3:16) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ เปลี่ยนสถานะเป็น ไม่ว่าง
(3:16) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ เปลี่ยนสถานะเป็น ออนไลน์
(3:16) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: บังเอิญว่ามันง่ายแหละมั้ง
(3:16) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: คนให้ความสนใจเยอะ
(3:17)  ' I can not  :: คือเอางี้นะ
(3:17)  ' I can not  :: การได้รับการยอมรับจากคนที่เปนใครก็ไม่รู้เนี่ย
(3:17)  ' I can not  :: มันโออเคหรอวะ
(3:17)  ' I can not  ::  คือพวกนี้ดึงตัวเองเข้าไปอยู่ในเนตเงี้ยหรอ
(3:17) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ เปลี่ยนสถานะเป็น ไม่ว่าง
(3:17) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ เปลี่ยนสถานะเป็น ออนไลน์
(3:18) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: กุว่ามันมองแค่ได้การยอมรับนะ
(3:18) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: จิงอยู่ที่มันอาจจะน้อย
(3:18) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: แต่หมายถึง อย่างบางคนอย่างเนี้ย
(3:19) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: มันคงรุ้สึกว่ามันไม่มีตัวตนอยู่ในสังคม
(3:19) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: ปะมานว่า
(3:19) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: มันยากกว่าในการที่มึงจะพีคในเรื่องที่สังคมให้คุณค่าว่ามึงเจ๋ง
(3:19) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: อย่างเช่น
(3:19) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: เรียนเก่ง ดนตรีเทพ หล่อสัดๆ
(3:20) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: ปะมานนี้แหละมั้ง
(3:20)  ' I can not  :: มึงไปคิดเอาที่มันยากไป
(3:20)  ' I can not  ::  อย่างพวกเรา เงี้ย ก็ไม่เหรนต้องได้รับการยอมรับขนาดนั้นยังอยู่กันได้
(3:20) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: แล้วมึงคิดว่ามันง่ายกว่าที่มึงจะโชว์จิ๋มเหรอ
(3:21) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: กุว่ามึงต้องมองที่ตัวแม่งหวะ
(3:21)  ' I can not  :: หมายถึง ถ้าไม่เห็นหน้ามันก็ไม่มี costเลยนี่หว่า ไรงี้ช่ายมะ
(3:21) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: อย่างมึงอาจไม่ได้ต้องการการยอมรับมากเท่าอีพวกนี้ก้อได้
(3:21) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: อือ
(3:21)  ' I can not  :: คือ คนเรา แม่งก็ต้องการยอมรับบ้างแหละ กูก็เข้าใจ
(3:21) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: แต่เวลามีคนชมมึงเวลาโชว์อย่างนี้
(3:21)  ' I can not  :: ยกเว้นมึงจะเป็นพระเอกในนิยาย มุราคามิ 55
(3:21) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: ก้อคงรุ้สึกดีแหละมั้ง
(3:22)  ' I can not  :: งี้เรียกเกรียนปะวะ พวกโชว์ๆ
(3:22) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: ยังไง
(3:22) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: อือ
(3:22)  ' I can not  ::  หรือว่าเป็นอาการทางจิต เป็น รสนิยม
(3:22)  ' I can not  :: เป็นพวก narcissus ที่แบบชอบให้คนจ้องมองตัวเอง
(3:22) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: ก็น่าจะแสดงให้เหนถึงวุฒิภาวะทางอารมได้มั่งแหละ
(3:22) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: อือ
(3:23) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: กุไม่อยากคิดว่าเป็นโรคนะ
(3:23) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: น่าจะค่อนไปทางเทสต์มากกว่า
(3:23)  ' I can not  :: มันก็ไม่ใช่โรค แต่มันอาจไม่เกี่ยวกับการยอมรับปะวะ
(3:23)  ' I can not  :: เป็นรสนิยม แบบ กูชอบโชว์
(3:23) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: แบบ นาร์ซิสซัสอย่างที่มึงบอกนั่นแหละ
(3:23)  ' I can not  :: เหมือนพวกที่แบบเอากันแล้วอยากให้มีคนอื่นมาดู
(3:23)  ' I can not  :: แต่ นี่เป็นอีกรูปแบบนึง
(3:24)  ' I can not  :: พอมีคนมาดูแม่งโชว์แม่งก็จะรู้สึกดีทางเพศ อะไรซักอย่าง
(3:24)  ' I can not  :: แต่ไม่เกี่ยวกับการยอมรับ
(3:24) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: เหมือนกับมึงแดกเหล้าเยอะๆแล้วแม่งมีคนว่ามึงแม่งเจ๋งหวะ
(3:24) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: อารมเดียวกันป่าววะ
(3:24)  ' I can not  ::  เออ ไอ่แบบแดกเหล้าแล้วเจ๋ง มันก็คือแบบได้รับการยอมรับไง ก็เป็นแบบเดียวกันกับจข้อ 1
(3:25)  ' I can not  :: แตต่ ข้อ 2 นี่คืออาจจะชอบโชว์เพราะ แบบความพอใจส่วนตัวไรงี้ปะวะ
(3:25) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: ก้อแหละ
(3:25) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: คือกุไม่ได้หมายความว่าที่แม่งโชว์อะ
(3:25) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: ต้องการการยอมรับอย่างเดียว
(3:26) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: มันคือปัจจัยนึง
(3:26) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: และในความคิดกุมันน่าจะเปนปัจจัยที่สำคัญมากตัวนึง
(3:26) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: มันอาจมีหลายๆปัจจัยนะ
(3:27)  ' I can not  :: เออก็จริง
(3:27)  ' I can not  :: คุยจบแม่งง่วงเลยหวะ
(3:27)  ' I can not  :: ไปนอนดีกว่า
(3:27)  ' I can not  ::  เครียด
(3:27)  ' I can not  :: แล้วมึงกะนอนกี่โมง
(3:34) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: ตีห้ามั้ง
(3:34)  ' I can not  :: โหดสัด
(3:34)  ' I can not  :: กูนอนจิงละ
(3:34)  ' I can not  :: บาย
(3:35) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: เออ
(3:35) อุ่มบ่ะ อุ่มบ่ะ: บาย